<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน!!ยาทาเล็บ”สีแดง”อันตรายที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง&amp;nbsp; เตือนอันตรายจากน้ำยาทาเล็บ เป็นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง อุบัติการณ์ เป็น 1 - 3 เปอร์เซ็นต์ ในผู้ใช้บริการและผู้ที่ประกอบอาชีพ สีที่มีการแพ้บ่อยคือ สีแดง พร้อมแนะวิธีป้องกันและการรักษาที่ถูกวิธี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์&amp;nbsp; อรรฆศิลป์&amp;nbsp; อธิบดีกรมการแพทย์&amp;nbsp; เปิดเผยว่า การทาสีเล็บโดยทั่วไป สีที่มีการแพ้บ่อยคือ สีแดง สารเคมีที่พบการแพ้บ่อยที่สุดคือ โทซิลาไมด์ ฟอร์มาดีไฮด์เลซิน เบนโซฟรีโนน ไดบิลทิลทาลเลตฟอร์มาดีไฮด์&amp;nbsp; ส่วนการต่อเล็บแบบอะคริลิค มักแพ้ส่วนประกอบของกาว เรียกว่า cyanoacrylate ส่วนประกอบในขั้นตอนการรองพื้น และขั้นตอนการเคลือบเล็บสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้บ่อยคือ methacrylate ส่วนการทาสีเจล มีสาร methacrylate ก่อภูมิแพ้เช่นเดียวกับการต่อเล็บอะคริลิค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์หญิงมิ่งขวัญ&amp;nbsp; วิชัยดิษฐ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง&amp;nbsp; กรมการแพทย์&amp;nbsp; กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการแพ้สังเกตได้หลังจากทาเล็บ 1 - 2 วัน รอบเล็บที่แพ้จะบวม แดง คัน ชาที่ปลายนิ้ว รวมถึงบริเวณที่เล็บไปสัมผัส เช่น รอบตา&amp;nbsp; ริมฝีปาก ใบหน้า ลำคอ เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ไปสัมผัสบริเวณดังกล่าว ในการต่อเล็บอะคริลิค และการทาสีเจล อาจมีอาการเล็บแห้ง หลุด ลอก เล็บเปลี่ยนสีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า การป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการทาสีที่แพ้ การเลือกน้ำยาทาเล็บที่ปลอดสารเคมี การรักษาสามารถทำได้โดยการทายาที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบ การเคลือบปกป้องผิวด้วยครีมบำรุงเพื่อปกป้องชั้นผิวหนังกำพร้าจากการสัมผัสสารเคมี และสามารถทำการทดสอบผื่นแพ้สัมผัส patch test ที่อ่านผลโดยแพทย์ผิวหนัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103318</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, นพ.สมศักดิ์  อรรฆศิลป์, ยาทาเล็บ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210518/image_big_60a37ccb9f347.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2020 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2020 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาการเสี่ยงโควิด - 19 สังเกตทางผิวหนังได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับความผิดปกติทางผิวหนังที่สัมพันธ์กับอาการของโรคโควิด - 19 และวิธีการสังเกตความผิดปกติทางผิวหนังที่มีโอกาสเป็นโรคโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นพ.สมศักดิ์&amp;nbsp; อรรฆศิลป์&amp;nbsp; อธิบดีกรมการแพทย์&amp;nbsp; กล่าวว่า ในปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติโรคระบาดไวรัสโคโรนา หรือโรคโควิด - 19 และในสื่อออนไลน์ประชาชนได้มีการแชร์ข้อมูล และมีประเด็นถกเถียงกันเกี่ยวกับความผิดปกติทางผิวหนัง เป็นอาการใหม่ของโรคโควิด - 19 จากข้อสงสัยดังกล่าว มีการเก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคโควิด - 19 จากต่างประเทศ เช่น อิตาลี สหรัฐอเมริกา และในประเทศไทยเอง พบว่าร้อยละ 20 ของผู้ป่วย จะมีความผิดปกติทางผิวหนังร่วมด้วย ได้แก่ มีผื่นแดง (คันบางราย) จุดเลือดออก ผื่นบวมแดงคล้ายโรคลมพิษ&amp;nbsp; กลุ่มของตุ่มน้ำคล้ายโรคอีสุกอีใส และการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการหดและขยายตัวของหลอดเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แพทย์หญิงมิ่งขวัญ&amp;nbsp; วิชัยดิษฐ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรคโควิด - 19 เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส และการติดเชื้อไวรัสสามารถทำให้เกิดความผิดปกติทางผิวหนังได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในผู้ป่วย 100 คน จะพบผู้ป่วย 20 คน ที่มีผื่นผิดปกติทางผิวหนังด้วย โดยพบว่าในคนไข้โควิด - 19 ที่มีอาการทางผิวหนังร้อยละ 40 จะมีอาการพร้อมๆ กับอาการไข้หรือไอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งแต่พบว่าป่วยเป็นโรคโควิด - 19&amp;nbsp;&amp;nbsp; และร้อยละ 60&amp;nbsp; จะมีความผิดปกติทางผิวหนังปรากฏในภายหลัง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังพบว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ป่วยโควิด - 19 ยังมีอาการทางผิวหนังจากสาเหตุอื่นๆ ได้ เช่น การแพ้ยาหรือการใช้ยาบางชนิดในการรักษาซึ่งอาจจะส่งผลให้ผิวหนังจะมีลักษณะคล้ำขึ้นได้&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; อาการแสดงทางผิวหนังไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของการติดเชื้อโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำว่า หากประชาชนมีอาการผิดปกติทางผิวหนัง ร่วมกับอาการไข้ ไอ หรืออาการทางระบบหายใจอื่นๆ ควรรีบมาพบแพทย์&amp;nbsp; และในส่วนของแพทย์ผู้ทำการรักษา&amp;nbsp; เมื่อพบผู้ป่วยที่มีไข้ ไอ มีผื่น&amp;nbsp; ในระยะนี้ก็ให้ประเมินความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในการวินิจฉัยแยกโรคของผู้ป่วยรายนั้นๆ ไว้ด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64531</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมศักดิ์  อรรฆศิลป์, ผิวหนัง, โควิด - 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea7f6f1d2d03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
